ระวัง!! ไม้เสียบตับย่าง ภัยใกล้ตัวน้องหมา

ระวัง!! ไม้เสียบตับย่าง ภัยใกล้ตัวน้องหมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเจ้าเปา สุนัขพันธุ์ไทย เพศเมีย อายุ 5 เดือน ในเช้าวันหนึ่ง เจ้าของเป็นคนให้อาหารเองด้วยตับย่างเสียบไม้ และด้วยความเร่งรีบของเจ้าเปา กลัวตัวอื่นมาแย่งอาหาร ม้นจึงต้องรีบกิน

อ่ะ…รีบกินตับย่างกับไม้เสียบตับย่างเข้าไปด้วย ดึงออกไม่ทัน กินเข้าไปครึ่งหนึ่ง โอ้ว…แม่เจ้า ถึงคราวเคราะห์ของเจ้าเปาซะแล้ว

หลังจากกินตับกับไม้ย่างเข้าไปด้วยแล้ว เจ้าเปา เกิดอาการ ปวดท้อง นอนหมดแรง ซึมลงทันที เห็นจะไม่ได้การณ์ หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมากกว่านี้ เจ้าเปาของเราอาจจะเสียชีวิต ทำไงดี…ทำยังไงกันดี

นี่เลยครับ พระเอกของเรา ช่วยได้ เอ็กเรย์ ดูเลยครับพี่น้อง ไม้เสียบตับย่างอยู่ที่ไหนกันนะ…

วิธีการตรวจนี้เป็นการเอ็กซเรย์ด้วยวิธีพิเศษ โดยให้เจ้าเปา กลืนแป้งซึ่งเป็นสารทึบรังสี แล้วเอ็กซเรย์ จะทำให้เห็นไม้เสียบตับอย่างที่อยู่ในกระเพาะอาหาร

การรักษา ส่วนใหญ่แล้ว หากเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น ต้องรีบผ่าตัดฉุกเฉินครับ เพราะไม้เสียบตับย่างเป็นไม้แหลม และมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถหลุดออกมาได้เองด้วยการขับถ่าย และหากปล่อยไว้หลายวัน ไม้ปลายแหลม จะทิ่มทะลุออกมาจากระบบทางเดินอาหาร แล้วแต่ว่าจะไปอยู่ในตำแหน่งไหน ถ้าทะลุออกมาโดนอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ม้าม ปอด หัวใจ อาจทำให้เกิดเลือดออกในช่องท้อง หรือช่องอก ทำให้สัตว์ป่วย เสียชีวิตในเวลาต่อมา

สำหรับเจ้าเปายังโชคดีมาก ๆ ที่เจ้าของทราบว่ากินไม้เสียบตับย่างเข้าไป มีบางตัวไม่ทราบว่ากินเข้าไป แต่พบว่ามีแผลที่ข้างลำตัว พอมาทำแผล ปรากฎว่า มีไม้อยู่ในแผล ดึงออกมาเป็นไม้เสียบลูกชิ้น โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากทิ่มออกมาไม่โดนอวัยวะสำคัญ

Cr.โลกสัตว์เลี้ยง, bloggang

เมื่อเหมียวอาเจียน (ผิดปกติ) …ควรทำอย่างไรดี

เมื่อเหมียวอาเจียน (ผิดปกติ) …ควรทำอย่างไรดี

อาเจียนเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยในน้องแมว ซึ่งบางครั้ง อาจเป็นเรื่องปกติ เช่น อาเจียนหลังกินหญ้า หรือหลังจากเลียขนตัวเองเข้าไป แต่ในบางครั้ง อาการอาเจียนก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติในร่างกายได้เช่นกัน

อาการอาเจียน เกิดจากความผิดปกติของทางเดินอาหาร ทำให้เกิดการขย้อนเอาสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารกลับออกมาทางปาก อาจเกิดได้จากการกินอาหารเยอะเกินไป กินเร็วเกินไป กินของที่ย่อยยากลงไป กินอาหารหลากหลายประเภทเกินไป หรือกินของเน่าเสียเข้าไป ซึ่งอาการอาจไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่นอกเหนือจากนี้ อาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างเช่น โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร มีพยาธิภายใน โรคไต โรคตับ โรคมะเร็ง หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น

ทั้งนี้ หากแมวมีอาการอาเจียนแค่ครั้งเดียว และยังคงวิ่งเล่นร่าเริงสนุกสนานได้ตามปกติ ก็คงไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะอาการอาเจียนนั้นอาจเกิดจากสาเหตุธรรมดา ๆ ที่กล่าวไป แล้วและหายไปได้เอง

ถ้าแมวมีอาการอาเจียนและเราพอที่จะทราบถึงสาเหตุ เช่น เกิดหลังจากการเปลี่ยนอาหาร หรือแมวไปกินใบไม้หรือต้นไม้บางอย่างแล้วอาเจียน ก็ให้กำจัดสาเหตุนั้นออกไป

แต่ถ้าแมวมีอาการอาเจียนหลายครั้ง ซึม เบื่ออาหาร หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ควรจะรีบนำไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและช็อคได้

การตรวจวินิจฉัย
เริ่มจากการสอบถามประวัติทั่วไป เช่น การกินอาหาร การฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ ความถี่ของอาการอาเจียน และลักษณะของอาเจียน เป็นต้น ร่วมกับการตรวจร่างกาย คลำช่องท้องว่ามีอาการปวดเกร็งหรือมีก้อนผิดปกติในช่องท้องหรือไม่ ตรวจเลือดและปัสสาวะ ตรวจอุจจาระว่ามีไข่พยาธิหรือมีเลือดปนหรือไม่ นอกเหนือจากนี้ อาจมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น เอ็กซเรย์ อัลตร้าซาวนด์หรือส่องกล้อง ในรายที่มีความซับซ้อนของโรคเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการอาเจียนต่อไป

การรักษา
รักษาให้ตรงตามสาเหตุที่ทำให้อาเจียน สำหรับแมวที่มีอาการอาเจียน แต่ยังร่าเริงดี และไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย อาจให้เพียงยาแก้อาเจียน หรือให้น้ำเกลือทางใต้ผิวหนัง และสังเกตอาการต่อที่บ้าน แต่ในแมวที่มีอาการอาเจียนร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เบื่ออาหาร ควรจะต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอก่อนภายใน 24 ชม. โดยงดน้ำงดอาหาร เปลี่ยนเป็นให้ยา ให้น้ำเกลือ ให้สารอาหารและแร่ธาตุทางเส้นเลือดแทน

ถ้าน้องเหมียวมีอาการดีขึ้นแล้ว สามารถกลับบ้านได้ เจ้าของก็ควรจะให้ยาตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัดและตรงต่อเวลา ค่อย ๆ ลองป้อนน้ำให้น้องเหมียวกินทีละนิด ๆ ถ้าไม่มีอาการอาเจียนอีกก็ลองให้น้องเหมียวกินอาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าวต้ม เนือ้สัตว์ไม่ติดมัน หรืออาหารกระป๋องสำเร็จรูป สำหรับแมวป่วย ถ้าไม่มีอาการอาเจียนภายใน 1-2 วัน จึงเริ่มให้กลับมากินอาหารตามปกติ แต่ถ้าอาเจียนอีก จะต้องรีบกลับไปปรึกษาคุณหมอทันที

การป้องกัน
การป้องกันไม่ให้น้องเหมียวอาเจียน อาจทำได้โดยระวังไม่ให้น้องเหมียวมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งที่อาจเป็นพิษหรือกินสิ่งแปลกปลอม และหมั่นคอยสังกตการกินอาหารและสุขภาพโดยทั่วไป ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบถ้วนและถ่ายพยาธิเป็นประจำทุก ๆ 2 เดือน

Cr. warren photographic, petswiki

ฝึกกระต่ายให้ขับถ่ายเหมือนแมว…เป็นไปได้ ?

ฝึกกระต่ายให้ขับถ่ายเหมือนแมว…เป็นไปได้ ?

ด้วยคุณสมบัติเด่นที่มีหน้าตาน่ารักน่าเลิฟ เจ้ากระต่ายตัวน้อย ๆ ขนปุย ๆ จึงเป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิตสำหรับหลาย ๆ คน แต่ถึงแม้น้องกระต่ายจะน่ารักสักเพียงใด ยามขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง ก็อาจทำให้เจ้าของเหนื่อยหัวใจได้เหมือนกัน
การฝึกกระต่าย ให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทางเหมือนแมวเหมียว มาฝากกันค่ะ

เอ….แล้วการฝึกกระต่าย จะมีขั้นตอนอย่างไร ยากง่ายแค่ไหน ลองไปดูกันเลย…

1. เริ่มฝึกโดยการกักกระต่ายไว้ในพื้นที่จำกัด เช่น กรง หรือกั้นคอก เนื่องจากกระต่ายจะไม่ชอบอึ ฉี่ หรือทำสกปรกในที่กิน-นอน

2. จัดวางถาด หรือกระบะ 2-3 จุด สำหรับใช้เป็นที่ขับถ่าย ปูรองด้วยหนังสือพิมพ์

3. วางกระบะขับถ่ายไว้ตรงตำแหน่งที่กระต่ายชอบไปอึ หรือฉี่

4. หาฟาง หรือหญ้าแห้งวางไว้ที่ขอบด้านหลังของกระบะ เพื่อดึงดูดให้กระต่ายเข้ามากินอาหารที่จัดไว้ พร้อมกันนั้นมันจะขับถ่ายไปด้วย

5. หากกระต่ายไปถ่ายเรี่ยราดนอกกระบะ คุณต้องเก็บอึเหล่านั้น มาใส่ไว้ในกระบะ เพื่อเป็นการดึงดูด

6. สำหรับฉี่ที่เปรอะเปื้อนนอกกระบะ คุณต้องใช้กระดาษซับ หรือเช็ดแล้วนำมาใส่ไว้ในกระบะ เช่นเดียวกับอึ

7. หากกระต่ายขับถ่ายนอกกระบะซึ่งหน้า คุณต้องเก็บอึและฉี่ใส่พร้อมนำตัวผู้กระทำการลงไปอยู่ในกระบะอย่างทันท่วงทีทุกครั้ง

8.ทำความสะอาดกระบะให้สะอาดอยู่เสมอ ด้วยการใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำเช็ดถู เพื่อกำจัดคราบปัสสาวะออกไป

9. กระต่ายที่ทำหมันแล้ว สามารถฝึกให้ใช้กระบะขับถ่ายได้ง่ายกว่า เนื่องจากมันหมดความสนใจที่จะประกาศอาณาเขตด้วยการอึ หรือฉี่

10. กระต่ายบาง ตัวอาจไม่ชอบวัสดุดูดซับสิ่งปฏิกูลในกระบะ จึงควรเปลี่ยนวัสดุเหล่านั้นเป็นฟางหรือหญ้าแห้ง ฝอยกระดาษ ฯลฯ แต่ต้องหมั่นเปลี่ยนและทำความสะอาดบ่อยครั้ง

11.กระต่ายบางตัวฝึกยาก แต่จงอดทนฝึกต่อไป ข้อสำคัญอย่าลงมือลงไม้เป็นการลงโทษเด็ดขาด

12. คงเส้นคงวาการใช้กระบะ ด้วยการรักษาความสะอาดเป็นประจำ

สุดท้ายนี้ ขอให้ประสบความสำเร็จในการฝึกกระต่ายกันนะคะ…ท่องไว้ อดทน อดทน อดทน เพี้ยง!!!!

Cr. petcare, kapook, warren photography

เมื่อน้องหมา เห่าอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อน้องหมา เห่าอย่างบ้าคลั่ง

Q : ดิฉันเลี้ยงสุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ เพศเมีย อยู่ตัวหนึ่ง ชื่อ “ถุงเงิน” ปัจจุบันอายุ 1 ปี 8 เดือนแล้ว แต่เมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถุงเงินเห่าอย่างบ้าคลั่งทุกครั้งที่เราออกจากบ้าน และเห่าอย่างไม่ยอมหยุด อีกทั้งยังกระชากสายจูงที่ผูกคอเอาไว้ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ทำตัวดีมาโดยตลอด พอจะมีคำแนะนำไหมคะ / คุณจันทร์ทิพย์ จิตอ่อนน้อม, กรุงเทพมหานคร

A : ข้อมูลที่คุณจันทร์ทิพย์บอกมายังไม่ค่อยแน่ชัดนะครับ ว่าถุงเงินเห่าเมื่อถูกทิ้งไว้ที่บ้าน หรือขณะที่คุณพาเขาออกไปข้างนอกด้วย ถ้าหากเขาเห่าเพราะถูกทิ้งไว้ตัวเดียว ลองหาวิทยุสักเครื่องแล้ว เปิดให้เขาฟัง พยายามปล่อยให้เขาอยู่ตัวเดียวโดยไม่โอ๋เขามากจนเกินไป เพียงแค่ปล่อยเขาไว้ และออกไปจากบ้านทันที ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้ได้สักพักหนึ่งแล้ว พฤติกรรมน่าจะเริ่มดีขึ้นครับ

แต่หากคุณจันทร์ทิพย์รู้สึกว่า เขาไม่น่าจะเห่าเพราะถูกทิ้งไว้ ลองปรึกษาสัตวแพทย์ใกล้บ้านหรือขอคำแนะนำจากศูนย์ฝึกพฤติกรรมสุนัข และอาจพาเขาไปฝึกแก้ไขพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม หากไม่ต้องการทำเช่นนี้ ลองหาปลอกคอชนิดใส่หัว (Head Collar) มาใช้กับเขาดู ซึ่งจะทำให้คุณสามารถควบคุมเขาได้ง่ายขึ้น

Cr. Dogazine, wikihow

โรคติดต่อ พึงระวัง…เมื่อน้องหมาคิดจะรัก

โรคติดต่อ พึงระวัง…เมื่อน้องหมาคิดจะรัก

1. โรคแท้งติดต่อในสุนัข (Canine Brucellosis)
สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Brucella canis (B. canis) ซึ่งติดต่อจากการผสมพันธุ์และผ่านทางการสัมผัสเชื้อจากสิ่งคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำจากช่องคลอด น้ำคร่ำ น้ำอสุจิ น้ำนม น้ำปัสสาวะ ที่ปนเปื้อนบนพื้นคอก ที่อยู่อาศัย หรือปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำ

อาการของโรค
โรคนี้ก่อให้เกิดปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์ในสุนัข เช่น ผสมไม่ติด หรือแท้งหลังจากการตั้งท้องประมาณ 45 วันขึ้นไป โดยอาจแท้งออกมาหมดทุกตัว หรือรอดเป็นบางตัว (แต่ลูกที่คลอดออกมาก็มักจะเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์หรือเสียชีวิตก่อนหย่านม) ในสุนัขเพศเมียอาจมีหนองไหลออกจากช่องคลอดร่วมด้วย ส่วนในสุนัขเพศผู้อาจทำให้ลูกอัณฑะบวมขยายใหญ่ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ต่อมน้ำเหลืองโต ต่อมลูกหมากโตหรือฝ่อเมื่อติดเชื้อเป็นเวลานาน นอกจากนี้ สุนัขอาจมีไข้เป็นระยะ มีอาการปวดเมื่อยและอ่อนแรงร่วมด้วย

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยทำได้ด้วยการพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ และทำการตรวจเลือด ส่วนการรักษาทำได้เพียงการให้ยาปฏิชีวนะและให้ยาตามอาการ โดยที่โอกาสจะรักษาให้หายขาดนั้นน้อยมาก และถึงแม้ว่าสุนัขจะไม่มีอาการป่วยให้เห็นแล้วก็ตาม แต่สุนัขตัวนั้นก็จะกลายเป็นพาหนะนำโรคไปสู่ตัวอื่นต่อไปได้ ข้อสำคัญคือ โรคนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้อีกด้วย

ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจให้น้องหมาผสมพันธุ์ ถ้าเป็นไปได้ ควรตรวจเลือดสุนัขทั้งสองตัวก่อนทำการผสมพันธุ์ทุกครั้ง และหากเราเลี้ยงสุนัขเพื่อเพาะพันธุ์ขายก็ควรตรวจเลือดสุนัขพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือน และควรแยกเลี้ยงสุนัขที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ รวมทั้งตรวจเลือดอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดโรคด้วย และห้ามจำหน่ายสุนัขที่เป็นโรคแท้งติดต่อไปยังที่อื่น เพราะจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค

2. TVT (Transmissible Venereal Tumor)
TVT เป็นเนื้องอกที่มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ มักเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของสุนัข เช่น ภายในช่องคลอดของสุนัขเพศเมีย และอวัยวะสืบพันธุ์ของสุนัขเพศผู้ หรือบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น จมูก ปาก ติดต่อผ่านทางการผสมพันธุ์ และสุนัขได้รับเซลล์เนื้องอกนี้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดเนื้องอกขึ้น

อาการของโรค
มักจะมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดของสุนัขเพศเมีย และอวัยวะสืบพันธุ์ของสุนัขเพศผู้ สุนัขมักเลียบริเวณอวัยวะเพศบ่อย ๆ และบางตัวอาจมีเนื้องอกขึ้นที่จมูกและปากร่วมด้วย ซึ่งติดมาจากการดมหรือเลียบริเวณอวัยวะเพศที่มีเนื้องอกขึ้นอยู่นั่นเอง

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยทำได้ด้วยการซักประวัติการผสมพันธุ์ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และตรวจเซลล์จากเนื้องอกที่พบ ส่วนการรักษานั้นทำได้โดยการฉีดยาคีโมที่ชื่อ “Vincristine Sulfate” หรืออาจผ่าตัดออกในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดเล็กมาก

ถึงแม้ว่า TVT จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในสุนัขบางตัวที่ดื้อยาหรือได้รับการรักษาที่ช้าเกินไป อาจเกิดการลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ผิวหนังและที่ตาได้ ซึ่งในกรณีนี้สุนัขอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ

นอกจากโรคติดต่อดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ในน้องหมาเพศเมีย ยังมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อจากการผสมพันธุ์ จนทำให้เกิดมดลูกอักเสบได้อีกด้วย ซึ่งมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้นจึงจะหายขาด

เพราะฉะนั้น การผสมพันธุ์ของน้องหมาทุกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจะมองข้ามได้นะคะ แต่ควรผ่านการวางแผนการดูแลเป็นอย่างดี จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลังค่ะ

Cr. kapok, dogazine, psychologytoday

11 สายพันธุ์หมาหน้าสั้น กับโรคร้ายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

11 สายพันธุ์หมาหน้าสั้น กับโรคร้ายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

สายพันธุ์หมาหน้าสั้น (Brachycephalic Dog) พร้อมโรคร้ายที่ต้องระวัง หากคิดจะเลี้ยงควรศึกษาวิธีเลี้ยงที่ถูกต้อง ไม่ควรเลี้ยงตามกระแส เพราะหมาหน้าสั้นเลี้ยงไม่ง่ายเหมือนหมาทั่วไป

หมาหน้าสั้น (Brachycephalic Dog) เป็นสายพันธุ์ของหมาที่ลักษณะกะโหลกศีรษะกลม ปากและจมูกสั้น ตาใหญ่และโปน เบ้าตาตื้นกว่าปกติ กรามเป็นเหลี่ยมชัดเจน และกรามบนจะสั้นกว่ากรามล่าง ทำให้สุนัขบางตัวที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้มีฟันล่างยื่นออกมา ด้วยลักษณะที่กล่าวมาทำให้หมาหน้าสั้นมีความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ มากกว่าสุนัขทั่วไป ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ดังนี้

1. ปั๊ก (Pug)

ลักษณะทั่วไป
สูง 12-14 นิ้ว หนัก 6-9 กิโลกรัม ศีรษะกลมและมีขนาดใหญ่ ตาใหญ่ หูพับลง ผิวหนังบริเวณใบหน้าจะพับย่น หางม้วนขึ้น ขนสั้น นุ่ม ลื่น มีน้ำตาลอ่อนและดำ นิสัยร่าเริง กระตือรือร้น มีความระมัดระวังสูง ซื่อสัตย์ รักและติดเจ้าของมาก

โรคที่ต้องระวัง
ปั๊กเป็นสุนัขที่เป็นไข้หวัดง่ายมาก ถ้าต้องเจอกับอากาศร้อนหรือหนาวจัดจะเกิดภาวะเครียด มักมีปัญหาเกี่ยวกับตา การหายใจ มีความเสี่ยงในการเป็นเนื้องอก การคลอดต้องอาศัยการผ่าตัดเท่านั้นเนื่องจากแม่สุนัขมีสะโพกแคบ ส่วนหัวและใหญ่ของลูกจะใหญ่

2. บูลด็อก (Bulldog)

ลักษณะทั่วไป
สุนัขขนาดกลาง สูง 12-16 นิ้ว หนัก 22-25 กิโลกรัม ผิวหนังมีลักษณะคล้ายรอยพับ ศีรษะใหญ่ ขาสั้น เนื้อบริเวณหน้าผากและใบหน้าจะเยอะและย่นลงมา จมูกแบน รูจมูกใหญ่ กรามใหญ่ และหูจะมีขนาดเล็ก นิสัยเป็นมิตร ชอบเดินเล่นและออกไปข้างนอก ช่างระมัดระวัง สามารถเลี้ยงเป็นหมาเฝ้าบ้านได้

โรคที่ต้องระวัง
โรคที่พบบ่อยในสุนัขพันธุ์บูลด็อกคือ โรคที่เกี่ยวกับการหายใจเพราะส่วนใหญ่แล้วสุนัขพันธุ์นี้จะมีหลอดลมเล็ก รวมไปถึงโรคเชอร์รี่อาย (Cherry Eye) โรคเกี่ยวกับสะโพกและเข่า ตัวเมียมีความเสี่ยงในการคลอด อีกโรคที่ต้องระวังคือ ฮีทสโตรก เนื่องจากไม่ชอบอากาศร้อน ดังนั้นไม่ควรพาออกไปข้างนอกหรือปล่อยไว้ในรถในวันที่มีอากาศร้อนจัด

3. เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog)

ลักษณะทั่วไป
จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขขนาดเล็ก สูง 12 นิ้ว หนักประมาณ 10 กิโลกรัม ศีรษะใหญ่ เห็นกรามเป็นเหลี่ยมชัดเจน หน้าผากกลมนูน หน้ากลมโต หูตั้งตรงรูปร่างเหมือนหูค้างคาว จมูกเชิด ปากบนครอบปากล่าง ขนสั้นเรียบ นิสัยร่าเริง ขี้เล่น ปราดเปรียว ฉลาดหลักแหลม มีความอดทน ชอบเข้าสังคม

โรคที่ต้องระวัง
หมาพันธุ์นี้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อ กระดูกสันหลัง ภาวะเกี่ยวกับหัวใจ และโรคเกี่ยวกับตา ต้องระวังเกี่ยวกับการให้อาหาร เพราะถ้ามีน้ำหนักเกินจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจตามมา

4. บูลมาสทิฟฟ์ (Bullmastiff)

ลักษณะทั่วไป
หมาขนาดใหญ่ สูง 25-27 นิ้ว หนัก 50-60 กิโลกรัม ศีรษะใหญ่และกว้าง หน้าผากแบน จมูกแบน รูจมูกใหญ่ มีรอยย่นและรอยพับตามใบหน้า นิสัยใจดี อ่อนโยน ไม่ค่อยเห่า เข้ากับเด็กได้ดี แข็งแรง มีพลังงานเหลือล้น

โรคที่ต้องระวัง
เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่น้ำหนักเพิ่มง่าย ฉะนั้นควรระวังเรื่องการให้อาหาร โดยแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ วันละ 2-3 มื้อ ดีกว่าให้มื้อใหญ่มื้อเดียว โรคที่ต้องระวัง ได้แก่ โรคมะเร็ง เนื้องอก ปัญหาเกี่ยวกับหนังตาและเปลือกตา

5. บอสตัน เทร์เรียร์ (Boston Terrier)

ลักษณะทั่วไป
หมาขนาดเล็ก หนักประมาณ 6-11 กิโลกรัม มีลักษณะเด่นคือใบหน้าที่เป็นมิตร หูชี้ตั้ง หัวได้สัดส่วนกับขนาดตัว กรามเป็นเหลี่ยมชัดเจน หางสั้น ขนสั้นลื่น สีดำและสีน้ำตาล บริเวณหลังคอ กลางหน้าผากจนถึงอกจะเป็นสีขาว นิสัยร่าเริง เป็นมิตร ฉลาด

โรคที่ต้องระวัง
โรคที่ต้องระวังของหมาสายพันธุ์นี้จะเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับตา ได้แก่ ต้อกระจก ภาวะหนังตาม้วนเข้าข้างใน เชอร์รี่อาย ตาแห้ง ขนตาซ้อนแยง ต้อหิน กระจกตาเสื่อม และกระจกตาเป็นแผล ส่วนโรคอื่น ๆ ก็จะได้แก่ เนื้องอกตามผิวหนัง ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจเมื่อเครียดหรือตอนที่ต้องอยู่ในภาวะร้อนหรือหนาวจัด

6. บ๊อกเซอร์ (Boxer)

ลักษณะทั่วไป
หมาขนาดกลาง สูงประมาณ 60 นิ้ว หนัก 27-31 กิโลกรัม ขนสั้นเรียบลื่น หูตัด ปกติแล้วจะพับแต่เวลาตื่นตัวหูจะตั้ง มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ในอดีตถูกเลี้ยงไว้ใช้ทำงาน มีประสาทสัมผัสทางการได้ยินที่ดี นิสัยขี้เล่น ซื่อสัตย์ และรักเจ้าของมาก

โรคที่ต้องระวัง
โรคที่หมาพันธุ์นี้มักจะเป็นกันมาก คือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมและโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจ ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ต่อมไทรอยด์ เมื่ออายุมากขึ้นจะเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอก โรคไขข้อ และโรคที่เกี่ยวกับหลังและเข่า

7. ไชนีส ชาเป่ย (Chinese Shar-Pei)

ลักษณะทั่วไป
หมาหน้าสั้นที่อยู่ในกลุ่มหมาขนาดกลาง สูงประมาณ 18-20 นิ้ว หนัก 18-25 กิโลกรัม หน้าผากแบน ตาเล็ก จมูกใหญ่และสั้น ใบหูมีขนาดเล็ก ขนสั้น ตอนเด็ก ๆ ผิวหนังมีรอยพับย่นทั่วทั้งตัว เมื่อโตขึ้นผิวหนังตามลำตัวจะเริ่มเรียบ เหลือรอยพับเฉพาะที่ใบหน้า นิสัยซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมาก ฉลาด ขี้เล่น กล้าหาญ ระมัดระวังตัวเมื่อเจอคนแปลกหน้า

โรคที่ต้องระวัง
โรคที่มักจะพบในสายพันธุ์นี้ ได้แก่ โรคไตวาย เนื้องอก และโรคผิวหนัง ซึ่งเกิดจากลักษณะของผิวที่พับเป็นรอยย่นทั้งตัว สิ่งสกปรกและความชื้นจึงเข้าไปหมักหมม ก่อให้เกิดแบคทีเรียและเชื้อโรคตามมา

8. คิง ชาร์ลส์ สแปเนียล (English Toy Spaniel)

ลักษณะทั่วไป
หมาขนาดเล็ก สูงประมาณ 10 นิ้ว หนัก 4-5 กิโลกรัม ศีรษะใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว ตาใหญ่ หูยาวและลู่ลง ขนจะยาวมาก นิสัยขี้เล่น สุภาพ อ่อนโยน ฉลาด เป็นมิตรกับเด็ก สุนัขและสัตว์ชนิดอื่น ๆ

โรคที่ต้องระวัง
มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หายใจติดขัด มักหายใจเสียงดังตอนนอนและตอนอากาศร้อน นอกจากนี้ยังมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับตาและหู ต้องคอยทำความสะอาดและระมัดระวังสิ่งแปลกปลอม

9. เจแปนนีส ชิน (Japanese Chin)

ลักษณะทั่วไป
หมาขนาดเล็ก สูง 7-11 นิ้ว น้ำหนักอยู่ระหว่าง 2-7 กิโลกรัม ศีรษะใหญ่ หน้าผากกว้าง หูเล็ก ตาโต ขนยาว รูปร่างสง่างาม นิสัยร่าเริง ขี้เล่น ปราดเปรียว ฉลาด ซื่อสัตย์กับเจ้าของมาก ไม่ชอบเสียงดัง เข้ากับหมาและสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้ดี

โรคที่ต้องระวัง
เรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับคนเลี้ยงเจแปนนีส ชิน คือ โรคฮีทสโตรก ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับเลี้ยงในบ้าน หลีกเลี่ยงการพาไปข้างนอกในวันที่อากาศร้อนหรือมีแดดจั

10. ปักกิ่ง (Pekingese)

ลักษณะทั่วไป
จัดอยู่ในกลุ่มทอย (Toy) สูง 6-9 นิ้ว หนัก 3.6-4.5 กิโลกรัม ศีรษะใหญ่และแบน ตาใหญ่ กรามอยู่ต่ำ ลำตัวยาว หูยาว เป็นรูปหัวใจ ขนยาว หางม้วนขึ้น นิสัยกล้าหาญ ฉลาด ระมัดระวัง แต่อย่าเลี้ยงแบบตามใจเกินไป เพราะจะได้ใจ ทำให้ไม่เชื่อฟัง ชอบเห่าออกคำสั่ง

โรคที่ต้องระวัง
หมาพันธุ์นี้เป็นหวัดได้ง่ายมาก โรคที่มักจะพบ ได้แก่ หมอนรองกระดุกเคลื่อนทับเส้นประสาท กระดูกหัวเข่าเคลื่อนที่ ขนตาซ้อนแยงดวงตา โรคเกี่ยวกับการหายใจ และโรคหัวใจ

11. ชิสุห์ (Shih Tzu)

ลักษณะทั่วไป
จัดอยู่ในกลุ่มหมาขนาดเล็ก ความสูงเฉลี่ย 11 นิ้ว น้ำหนักอยู่ที่ระหว่าง 4-7 กิโลกรัม ศีรษะมีลักษณะกว้างและกลม หูมีขนาดใหญ่ จมูกสั้นและยาว ตากลมโต ลำตัวยาว ขาสั้น ขนยาวถึงพื้น นิสัยร่าเริง ชอบวิ่ง รักสนุก ค่อนข้างดุและเห่าเก่ง

โรคที่ต้องระวัง
หมาพันธุ์นี้มักจะมีอาการหายใจติดขัดและโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ซึ่งสาเหตุมาจากลำตัวที่ยาวและขาที่สั้น โรคปัญหาเกี่ยวกับตา เชอร์รี่อาย ฟันหลุดล่วง โรคระบบทางเดินหายใจ ตอนนอนจะหายใจเสียงดัง การให้อาหารต้องให้ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป เพราะน้ำหนักขึ้นง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน

นอกจากโรคที่เกี่ยวกับการหายใจและตาแล้ว จะเห็นได้ว่าสุนัขแต่ละสายพันธุ์ที่กล่าวมาจะมักมีโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย ดังนั้นแล้วก่อนการเลี้ยงหมาหน้าสั้นควรสำรวจความพร้อมของตัวเองก่อนด้วยว่า สามารถดูแลหรือกำลังในการรักษาเมื่อหมาเป็นโรคเหล่านี้

Cr. AKC, dogtime, dogbreedinfo, vetstreet, vetstreet