Posted on

ฮัดเช้ย ๆ ๆ …ไซนัสอักเสบในน้องหมา !!!

ฮัดเช้ย ๆ ๆ …ไซนัสอักเสบในน้องหมา !!!

หากสุนัขมีอาการจามบ่อยครั้งมากในแต่ละวัน และบางครั้งยังทำท่าทางหายใจลำบาก ทำจมูกครืดคราด กินอาหารได้น้อยลง และหากวันดีคืนดีถึงกับมีเลือดกระเซ็นออกมาจากจมูกด้วย แต่ทำไมยังคงอารมณ์ดีเหมือนเคย …อาจเป็นไปได้ว่า น้องหมา กำลังประสบภาวะ โพรงจมูกอักเสบ เข้าให้แล้ว

โพรงจมูกอักเสบ คือ การอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกหรือไซนัส เกิดขึ้นได้กับน้องหมาทุกวัย และทุกสายพันธุ์ โดยในลูกหมามักเกิดจากการติดเชื้อ ส่วนในหมาโต และหมาแก่ มักเกิดจากการมีเนื้องอกในโพรงจมูกหรือมีปัญหาโรคฟันและเหงือกเป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิด

สาเหตุที่ทำให้เกิด ได้แก่ การติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา การได้รับการกระทบกระแทกที่ใบหน้า การมีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก การเกิดเนื้องอก ภาวะภูมิแพ้ และโรคฟัน

อาการที่พบได้คือ จาม มีน้ำมูก มีเลือดไหลออกจากจมูก มีขี้ตา ชอบเอาขาตะกุยจมูกตัวเอง มีกลิ่นปาก และเบื่ออาหาร

การวินิจฉัย ทำได้โดย การตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจเลือด การเอ็กซเรย์กะโหลกศีรษะ โพรงจมูก การทำ CT scan และการเพาะเชื้อของเหลวในจมูก ทั้งนี้ การเลือกวิธีวินิจฉัยจะเป็นไปตามข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ในน้องหมาแต่ละตัว

การรักษา การรักษาอาการโพรงจมูกอักเสบของน้องหมา ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริง แล้วกำจัดสาเหตุนั้นออกไปร่วมกับการให้ยาตามอาการ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยาลดอาการอักเสบ และพยายามให้น้องหมา ได้อยู่ในสถานที่ที่มีซึ่งมีอากาศที่มีความชื้นและไม่แห้งจนเกินไป การรักษาความสะอาดของโพรงจมูก หรือการผ่าตัดในรายที่เป็นเนื้องอก เป็นต้น

Cr. dogmagazine, natural-dog-health-remedies

 

Posted on

เทคนิคการป้อนยาให้เจ้าเหมียว

เทคนิคการป้อนยาให้เจ้าเหมียว

ช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อของหน้าฝนและหน้าหนาว ช่วงรอยต่ออย่างนี้ ทำให้ทั้งคนและสัตว์ต้องปรับตัวให้เข้ากับอากาศให้ได้ ถ้าปรับตัวไม่ได้ก็มีอันต้องเจ็บไข้ไปตาม ๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่น้องแมวเหมียวของเรา

เมื่อน้องเหมียวของเราไม่สบาย ยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าเหมียวหายจากอาการเจ็บไข้ได้ แต่การที่จะให้เจ้าเหมียวกินยานั้นคงจะไม่ง่ายเหมือนให้กินอาหารแน่นอน เพราะฉะนั้นการที่จะให้เจ้าเหมียวกินยาต้องใช้เทคนิคกันหน่อย

ยาที่ให้สัตว์เลี้ยงมีหลายรูปแบบตามวัตถุประสงค์ และความสะดวกในการให้ มีทั้งรูปแบบฉีด ยากิน ยาสูดดม และยาใช้ภายนอก โดยยาฉีดและยาสูดดมนั้น ดำเนินการโดยสัตวแพทย์ ส่วนยากินและยาใช้ภายนอก สัตวแพทย์จะบอกให้เจ้าของสัตว์ไปดำเนินการเอง ซึ่งยากินที่สัตวแพทย์จ่ายให้กับสัตว์เลี้ยง ได้แก่ ยาเม็ด ยาผงผสมน้ำ และยาไซรัป ส่วนยาใช้ภายนอก ได้แก่ ครีมทาผิวหนัง ยาหยอดตาม และยาหยอดหู ต่อไปก็ถึงเวลาที่จะต้องให้น้องเหมียวกินยากันแล้ว

เริ่มต้นกันที่ยาเม็ด การให้ยาเม็ดแก่เจ้าเหมียวนั้นก็เหมือนกับการให้ยากับเด็กเล็ก เจ้าเหมียวคงจะไม่อยากที่จะกลืนยาเม็ดก้อนหนาลงไปในคอของมันอย่างแน่นอน หากพยายามที่จะป้อนยาเม็ดลงไปในปากของแมว แน่นอนว่ามันก็จะพยายามขัดขืนแล้วเอายาออกด้วยการใช้เล็บและปากของมัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะให้แมวกินยาเม็ด

ทางที่ดีที่สุดในการที่จะให้แมวกินยาเม็ด นั่นก็คือ การบดยานั้นให้เป็นผงเสสียก่อน จากนั้นก็ผสมผงยาเข้ากับอาหารที่อยู่ในรูปของเหลว ซึ่งอาจจะเป็น อาหารบด หรือน้ำเปล่า ในปริมาณที่มากกว่าปกติ แล้วก็ป้อนให้แมวของคุณ ลองนึกดูว่า หากคุณยังยัดเยียดให้เขากินยาเม็ด เขาก็จะขัดขืนอย่างแน่นอน แต่เมื่อคุณผสมให้อยู่ในรูปของเหลวแล้ว มันก็แทบจะไม่กลัวเลยว่ามันกำลังกินยา แต่คุณต้องแน่ใจว่า ปริมาณอาหารหรือน้ำที่คุณใส่ไปนั้นมีปริมาณมากพอ เพราะหากเราใส่น้อยไป จะทำให้แมวรู้สึกถึงรสชาติที่แปลกไป และอาจไม่ยอมกิน

ข้อควรระวังในการให้ยาแมว คือ ระวังแมวใช้เท้าข่วน เพราะเล็บแมวคมมาก จึงต้องมีคนช่วยจับขาหน้าไว้ด้วยเมื่อให้ยาแมว วิธีการป้อนยาเม็ดให้แมวมีข้อแตกต่างจากการป้อนยาเม็ดในสุนัข อันดับแรกให้ใช้นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ของมือข้างหนึ่งกดปากแมวให้เปิดกว้างมากที่สุดโดยให้มืออยู่เหนือหัวแมวก่อนจะใช้มืออีกข้างหนึ่งรีบใส่ยาในปาก โดยให้เข้าให้ลึกมากที่สุด (ต้องระวังฟันเขี้ยวของแมวด้วย) แล้วจงรีบปิดปากแมวในทันทีทันใด

การป้อนยาน้ำทำได้โดยค่อย ๆ ปล่อย หรือฉีดยาใส่เข้าไประหว่างฟันด้านหลังฟันเขี้ยว แทนที่จะค่อย ๆ ปล่อย หรือฉีดยาใส่บริเวณด้านข้างระหว่างฟันกับริมฝีปาก

Cr.โลกสัตว์เลี้ยง, vetstreet

Posted on

เลี้ยงหมาอย่างไร ไม่ให้เป็นหมู !!

เลี้ยงหมาอย่างไร ไม่ให้เป็นหมู !!

คนรักน้องหมาจำนวนมาก มักจะปรนเปรออาหารคาวหวาน ให้เจ้าสี่ขาตัวโปรดไม่เคยขาด จะหิวหรือไม่หิว หากเจ้าของได้กิน น้องหมาที่รักเหมือนลูกก็ต้องได้กินเหมือนกัน ทำเอาน้องหมาของใครหลายคนกลายเป็นหมู เพราะอ้วนฉุเกินกว่าจะเป็นหมา

แม้ว่าจะอร่อยลิ้นเจ้าสี่ขา แต่รู้ไหมว่าการตามใจปากน้องหมานั้น นำมาซึ่งโรคภัยสุขภาพอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้น มาเรียนรู้วิธีปฏิบัติในการเลี้ยงหมาให้เป็นหมู เอ้ย…ให้เป็นหมาสุขภาพดีกันดีกว่า….และนี่คือบัญญัติ 10 ประการ น้องหมา ห่างไกลความอ้วน

1. ไม่ตามใจน้องหมา เมื่อเขามาขออาหาร เจ้าของต้องตัดใจไม่ให้อะไรกินทั้งสิ้น เพราะหากให้ครั้งหนึ่งแล้วก็จะมีครั้งต่อ ๆ ไปตามมา

2. ไม่ตามใจคน ทุกคนในบ้านต้องพร้อมใจร่วมมือกัน ไม่ให้ของกินใด ๆ ทั้งสิ้น นอกเหนือจากอาหารประจำ เฮ้อ…จะขัดใจกันก็ตรงนี้แหละ

3. ให้อาหารตามปริมาณ กรณีให้อาหารสำเร็จรูป ต้องคำนวณปริมาณต่อน้ำหนักตัวน้องหมา ตามที่ระบุไว้ข้างถุง หรือกล่อง โดยจำนวนมื้อที่เหมาะสมคือ 2 มื้อ เช้า และเย็น

4. ไม่ควรให้อาหารปรุงเอง เพราะอาหารที่ปรุงเองจะทำให้น้องหมาอ้วนง่าย เนื่องจากมีทั้งแป้งและไขมันสูง

5. กินไม่หมดเก็บทิ้ง ไม่ควรวางไว้ตลอดวัน และหากเลี้ยงไว้หลายตัว ก็ควรให้กินของใครของมัน หากกินของตัวหมดแล้ว ก็ห้ามไปกินของตัวอื่นอีก

6. ปิดถังขยะให้มิดชิด ป้องกันการคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารกิน

7. หยุดพฤติกรรมการกินแบบบุฟเฟ่ต์ หมาบางตัวชอบออกไปขอข้าวบ้านอื่น หรือตามร้านอาหารกินอีก ต้องป้องกันห้ามออกไป

8. หมั่นออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญพลังงาน และไขมันส่วนเกิน ทำให้น้องหมาไม่อ้วน

9. งดขนมนมเนย ของหวาน แป้ง น้ำตาล เป็นตัวการทำให้อ้วนได้เป็นอย่างดี ต้องงดเด็ดขาด

10. จำไว้เสมอว่า คน คือผู้ทำให้หมาเป็นหมู ลำพังน้องหมาเองไม่สามารถไปเปิดตู้เย็น หรือสรรหาอาหารมากินจนอ้วนเป็นหมูเองได้

รับรองว่า หากปฏิบัติได้ตรงตามนี้ทุกข้อ น้องหมาของคุณ จะไม่เป็นกลายหมูแน่นอนจ้า

Cr. abstractahairsalon

Posted on

ลูกสุนัข ท้องเสีย เพราะอะไร?

ลูกสุนัข ท้องเสีย เพราะอะไร?

เมื่อลูกสุนัขตัวน้อย ๆ ต้องเจ็บป่วย หนึ่งในสาเหตุที่พบมากที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่อง “ท้องเสีย” ซึ่งพบได้ทั้งแบบรุนแรงน้อยและรุนแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิต วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันค่ะว่า การที่ลูกสุนัขท้องเสียนั้น มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง และควรจะทำการรักษาอย่างไร

ลักษณะการถ่ายอุจจาระของลูกสุนัข ที่เราสามารถพบได้มีดังนี้

1. อุจจาระเป็นก้อนปกติ (Normal log)

2. อุจจาระเป็นก้อนนิ่มกึ่งเหลว (Pudding diarrhea)

3. อุจจาระเหลวเป็นน้ำสีน้ำตาล (Brown watery diarrhea)

4. อุจจาระเหลวเป็นน้ำสีน้ำตาลมีเลือดปน (Brown watery diarrhea with blood)

ทั้งนี้ เวลาที่ลูกสุนัขมีอาการท้องเสีย บางตัวอาจยังร่าเริงและกินอาหารได้ แต่บางตัวก็อาจมีอาการซึม เบื่ออาหาร และอาจมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งถ้าเป็นในกรณีหลังนี้ควรรีบพาเขาไปพบสัตวแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ นะคะ

คราวนี้เรามาลองดูกันว่า สาเหตุที่ทำให้ลูกสุนัขท้องเสียนั้นมีอะไรได้บ้าง

1. ท้องเสียจากการมีปรสิตในทางเดินอาหาร

สาเหตุของอาการท้องเสียในลูกสุนัขที่พบได้บ่อยสาเหตุหนึ่งก็คือ เกิดจากเชื้อบิดในทางเดินอาหาร (Coccidia และ Giardia) ซึ่งปกติเราสามารถพบเชื้อบิดเหล่านี้ได้ในทางเดินอาหารของลูกสุนัขที่มีสุขภาพดี แต่เมื่อไรก็ตามที่ลูกสุนัขเกิดความเครียด เช่น เครียดจากการเดินทางไกล ต้องย้ายบ้านใหม่ ก็จะมีผลทำให้เชื้อบิดเหล่านี้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ

สำหรับการวินิจฉัยโรค สามารถทำได้โดยการนำอุจจาระไปส่องกล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อเหล่านี้อยู่ และสามารถทำการรักษาได้โดยให้ยาปฏิชีวนะจำพวก Metronidazole

2. ท้องเสียแบบอุจจาระเป็นก้อนนิ่มกึ่งเหลว (Pudding diarrhea)

อาการท้องเสียแบบเป็นอุจจาระก้อนนิ่มกึ่งเหลว อาจเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

เปลี่ยนนมหรืออาหารที่ลูกสุนัขกินอย่างกะทันหัน

ให้กินอาหารปริมาณเยอะเกินไ

มีความเครียดเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเสีย

ซึ่งอาการท้องเสียแบบนี้ ลูกสุนัขมักจะยังร่าเริงและกินอาหารได้ปกติ ฉะนั้นเมื่อพบว่าลูกสุนัขมีลักษณะอุจจาระแบบนี้ ก็ควรลองมองหาสาเหตุและกำจัดสาเหตุนั้นออกไป ร่วมกับให้ยาจำพวก Kaolin / Pectin

3. ท้องเสียแบบอุจจาระเหลวเป็นน้ำสีน้ำตาล (Brown watery diarrhea)

การที่ลูกสุนัขท้องเสียแบบนี้นับว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรง และลูกสุนัขมักมีอาการป่วยร่วมด้วย เช่น อาเจียน ปวดท้อง มีภาวะร่างกายขาดน้ำ จนถึงอาจเสียชีวิตได้ มักเกิดจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้โดยการงดอาหาร และป้อนน้ำเกลือแร่ทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป หลังจากนั้นให้รีบนำลูกสุนัขพบสัตวแพทย์โดยเร็ว เพราะจำเป็นจะต้องได้รับยาฆ่าเชื้อ และในรายที่ขาดน้ำรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดด้วย

4. ท้องเสียแบบอุจจาระเหลวเป็นน้ำสีน้ำตาลและมีเลือดปน

ถ้าลูกสุนัขท้องเสียแบบนี้ ต้องรีบนำไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะลูกสุนัขอาจเสียชีวิตได้ ภายใน 24-48 ชั่วโมง ท้องเสียแบบนี้มักเกิดจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสลำไส้อักเสบ (Parvovirus และ Coronavirus) และมักเกิดในลูกสุนัขที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

เพราะฉะนั้น หากเราเริ่มเลี้ยงลูกสุนัขสักตัว เราจึงควรที่จะต้องทำการถ่ายพยาธิและฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบถ้วนตามที่สัตวแพทย์แนะนำ และเมื่อใดก็ตามที่ลูกสุนัขมีอาการถ่ายเหลวก็ควรที่จะต้องรีบหาสาเหตุเพื่อแก้ไข และพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำหรือทำการรักษาอย่างเร่งด่วนนะคะ ก่อนที่จะต้องเสียเจ้าตัวเล็กไปก่อนวัยอันควร

โปรแกรมวัคซีนในลูกสุนัข

อายุ 4-6 สัปดาห์ ถ่ายพยาธิ และตรวจสุขภาพ

อายุ 5-6 สัปดาห์ วัคซีนป้องกันหลอดลมอักเสบติดต่อ, ไข้หัด, ลำไส้อักเสบ และถ่ายพยาธิ

อายุ 8 สัปดาห์ วัคซีนรวม 5 โรค (ไข้หัด, ลำไส้อักเสบ, ตับอักเสบ, เลปโดสไปโรซิส, หลอดลมอักเสบติดต่อ)

อายุ 10 สัปดาห์ วัคซีนรวม 5 โรค ครั้งที่ 2 และถ่ายพยาธิ

อายุ 12 สัปดาห์ วัคซีนพิษสุนัขบ้า ครั้งที่ 1 ถ่ายพยาธิ เริ่มป้องกันพยาธิ หนอนหัวใจ

อายุ 24 สัปดาห์ วัคซีนพิษสุนัขบ้า ครั้งที่ 2 ถ่ายพยาธิ

หลังจากนั้นจะต้องทำการฉีดวัคซีนรวมและพิษสุนัขบ้าปีละ 1 ครั้ง ไปจนตลอดชีวิต และถ่ายพยาธิทุก ๆ 3-6

Cr. dogazine, dogcare, doggies

Posted on

เมื่อน้องหมาปวดฟัน…จะรู้ได้อย่างไร ?

เมื่อน้องหมาปวดฟัน…จะรู้ได้อย่างไร ?

ว่ากันว่า การแปรงฟันให้น้องหมาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง จะสามารถยืดอายุเจ้าตูบของคุณได้อีกถึง 5 ปี เชียวล่ะ แต่เจ้าเพื่อนสี่ขาตัวโปรดทั้งหลายก็มักจะขัดขืนการแปรงฟันจนทำให้เจ้าของส่วนใหญ่ใจอ่อน-อ่อนใจ กันเป็นแถว งานนี้ ปัญหาโรคฟัน จึงมักแวะมาเยือนเจ้าตูบที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป สร้างความเจ็บปวดทรมานใจ ชนิดบอกใครไม่ได้…

แล้วเราจะสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า เพื่อนสี่ขาแสนรักปวดฟันอยู่หรือไม่ ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ ลองสังเกตจากสิ่งต่อไปนี้

1. มีคราบหินปูน สีเหลืองและสีน้ำตาล บริเวณผิวฟันตรงรอยต่อฟันกับเหงือก หรือบริเวณอื่นของฟันก็ได้

2.มีเลือดออกบริเวณไรฟัน เป็นครั้งคราว หรือทุกครั้งหลังกินอาหาร หรือขบเคี้ยวสิ่งหนึ่งสิ่งใ

3. ปากเหม็นผิดปกติ

4. เหงือกสีเปลี่ยน โดยปกติควรเป็นสีชมพูอ่อน ๆ กลับมีสีแดงเข้ม ทั้งนี้ เนื่องจากการอักเสบมีผลให้เลือดไปเลี้ยงมากกว่าปกติ

5. เคี้ยวอาหารลำบาก อาจช้ากว่าปกติ เคี้ยวไม่แหลก กัดบดไม่ขาด ฯลฯ

6. พฤติกรรมการกินผิดไปจากเดิม เช่น อาหารไม่โปรดก็ไม่สน เบื่ออาหาร ทำท่าอยากกินแต่พอกินไปสักหน่อยก็เลิก ฯลฯ

7. ใช้เท้าเขี่ยบริเวณปากบ่อยครั้ง แสดงท่าเหมือนรำคาญ หรือคล้ายกับมีสิ่งระคายเคืองในช่องปาก

8. ไม่ยอมให้เจ้าของจับ หรือแตะต้องบริเวณปาก หลีกเลี่ยงการถูกสัมผัส

และนี่คือสิ่งบ่งบอกเบื้องต้นง่าย ๆ สำหรับเจ้าของที่จะสังเกตอาการปวดฟันของน้องหมา เพื่อป้องกัน แก้ไข และรักษาก่อนจะปัญหาจะลุกลามใหญ่โตนะคะ

Cr. mariettavetclinic

Posted on

แมวกับพาราเซตามอล อันตรายถึงตาย!!

แมวกับพาราเซตามอล อันตรายถึงตาย!!

“ถ้าน้องแมวป่วย มีไข้ สามารถป้อนยาพาราเซตามอลให้กินก่อน แล้วค่อยพามาหาหมอได้หรือไม่ ?”…นี่อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย และมักจะถามสัตวแพทย์กันบ่อย ๆ ซึ่งคำถามนี้ก็อาจทำเอาสัตวแพทย์สะดุ้งโหยง เพราะจริง ๆ แล้ว ยาพาราเซตามอล นอกจากจะไม่มีผลในการรักษาอาการป่วยของแมวแล้ว ยังมีโอกาสจะเป็นพิษกับแมวได้ง่ายอีกด้วย

ทั้งนี้ ยาพาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีสรรพคุณแก้ปวดและลดไข้ ที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และมักจะมีติดบ้านไว้เสมอ เพราะสามารถซื้อหาได้ง่ายและสะดวก โดยไม่ต้องมีใบสั่งจ่ายยาจากแพทย์ ซึ่งจากความง่ายและสะดวกนี่เอง ที่ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลาย ๆ ท่านพลิกแพลงนำเอายานี้มาใช้รักษาอาการป่วยไข้สัตว์เลี้ยงของตนเอง เพราะเข้าใจว่าจะได้ผลดีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี คงต้องขอเรียนให้ทราบว่าความเข้าใจดังกล่าวนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ เหตุผลก็คือ ในร่างกายของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องแมว จะมีกลไกในการเปลี่ยนแปลงยาตัวนี้ ไม่เหมือนกับในร่างกายของคน ก็เลยทำให้เกิดความเป็นพิษขึ้น กล่าวคือ โดยปกติ ในร่างกายคนและสัตว์ที่ได้รับยาพาราเซตามอลในขนาดปกติ จะมีการเปลี่ยนแปลงยาพาราเซตามอล (1) ผ่านทางกระบวนการ A และ B ไปเป็นสารเมตาโบไลท์ชนิดที่ 2 และ 3 ซึ่งไม่เป็นอันตราย สามารถขับทิ้งได้

แต่น้องแมวเป็นสัตว์ที่มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงยาผ่านทางกระบวนการ A และ B เลยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงยาผ่านทางกระบวนการ C มากขึ้น ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงยาแบบ C นี้จะทำให้ได้สาร NAPQI (4) ที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์เกิดขึ้นมาได้ แถมน้องแมวยังเปลี่ยนสาร 4 ไปเป็นสาร 5 ได้ช้าอีกด้วย ก็เลยทำให้สารพิษ 4 คั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทีนี้เรามาดูกันว่าสาร 4 ทำอะไรกับร่างกายน้องแมวบ้าง สารตัวนี้เมื่อเกิดขึ้นจะมีผลทำลายเซลล์ของตับ แถมยังทำให้เม็ดเลือดแดงเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่จับออกซิเจนไม่ได้ (methemoglobin) ซึ่งทั้งสองภาวะนี้เป็นอันตรายต่อตัวของน้องแมวเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะตับวาย หรือเกิดภาวะเลือดขาดออกซิเจน และเสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้ พบว่า แมวที่รับประทานยาพาราเซตามอลไป มักจะมีอาการซึม อ่อนแรง หายใจลำบาก เหงือกเป็นสีเข้มคล้ำแทนที่จะเป็นสีชมพูตามปกติ และยังพบว่ามีอาการหน้าบวมด้วย ฯลฯ ซึ่งความรุนแรงของอาการ ก็ขึ้นกับปริมาณของยาที่ได้รับไปด้วย ซึ่งก็มีรายงานว่า แมวสามารถเกิดพิษได้ แม้ได้รับยาพาราเซตามอลเพียงแค่ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สมมติว่าน้องแมวหนัก 5 กิโลกรัม ถ้ากินแค่เศษ 1 ใน 10 ส่วนของยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ก็เกิดความเป็นพิษได้แล้ว ) และความเป็นพิษที่กล่าวมานี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วน ควรพาน้องแมวไปพบสัตวแพทย์ทันที

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรระมัดระวังอย่างมากในการใช้ยากับเจ้าเหมียว และไม่ควรนำยาคนมาใช้กับสัตว์เลี้ยงจะดีที่สุดจ้า

Cr.โรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรฯ, หมอเสลภูมิ, cat health